Creative Economy

จาก SSM Wiki

ข้ามไปที่: นำทาง, สืบค้น

รู้จักเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy)

โดย วรากรณ์ สามโกเศศ มติชนรายวัน วันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11422
  • ในปัจจุบันคำที่ใช้กันมากและอาจสร้างความสงสัยให้ผู้คนได้ไม่น้อยก็คือคำว่า Creative Economy หรือเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งอาจสร้างการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญขึ้นในเศรษฐกิจไทยในอนาคตอันใกล้ เกาหลีใต้เป็นตัวอย่างของประเทศที่รู้จักใช้คอนเซ็ปท์ Creative Economy (CE) ให้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง การส่งออกวัฒนธรรมเกาหลีไปทั่วโลกในรูปของภาพยนตร์ รายการโทรทัศน์ เพลง นักร้อง แฟชั่น การท่องเที่ยว ศิลปะการแสดง อาหาร ฯลฯ ซึ่งสร้างการจ้างงานและรายได้อย่างมหาศาลเป็นตัวอย่างที่น่าชื่นชม
  • ความหมายอย่างง่ายของ CE ซึ่งให้โดย John Hawkins (ในหนังสือชื่อ The Creative Economy : How People Make Money From Ideas ซึ่งมีการแปลเป็นภาษาไทยแล้วโดยศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ TCDC) ก็คือ "การสร้างมูลค่าที่เกิดจากความคิดของมนุษย์" สาขาการผลิตที่พัฒนาไปสู่ CE จะเรียกว่าอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Industries หรือ CI) ซึ่งหมายถึงกลุ่มกิจกรรมการผลิตที่ต้องพึ่งพาความคิดสร้างสรรค์เป็นวัตถุดิบสำคัญ
  • UNCTAD แบ่งประเภทอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้
1) ประเภทมรดกทางวัฒนธรรม (Heritage or Cultural Heritage) เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับประวัติศาสตร์ โบราณคดี วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ และสภาพสังคม เป็นต้น แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มการแสดงออกทางวัฒนธรรมแบบดั้งเดิม (Traditional Cultural Expression) เช่น ศิลปะและงานฝีมือ เทศกาลงานและงานฉลอง เป็นต้น และกลุ่มที่ตั้งทางวัฒนธรรม (Cultural Sites) เช่น โบราณสถาน พิพิธภัณฑ์ ห้องสมุด และการแสดงนิทรรศการ เป็นต้น
2) ประเภทศิลปะ (Arts) เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์บนพื้นฐานของศิลปะ และวัฒนธรรม แบ่งออกเป็น 2 กุล่ม คือ งานศิลปะ (Visual Arts) เช่น ภาพวาด รูปปั้น ภาพถ่าย และวัตถุโบราณ เป็นต้น รวมทั้งศิลปะการแสดง (Performing Arts) เช่น การแสดงดนตรี การแสดงละคร การเต้นรำ โอเปร่า ละครสัตว์ และการเชิดหุ่นกระบอก เป็นต้น

3) ประเภทสื่อ (Media) เป็นกลุ่มสื่อผลิตงานสร้างสรรค์ที่สื่อสารกับคนกลุ่มใหญ่ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ งานสื่อสิ่งพิมพ์ (Publishing and Printed Media) เช่น หนังสือ หนังสือพิมพ์ และสิ่งตีพิมพ์อื่นๆ เป็นต้น และงานโสตทัศน์ (Audiovisual) เช่น ภาพยนตร์โทรทัศน์ วิทยุ และการออกอากาศอื่นๆ เป็นต้น

4) ประเภท (Functional Creation) เป็นกลุ่มของสินค้าและบริการที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่แตกต่างกัน แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มการออกแบบ (Design) เช่น การออกแบบภายใน กราฟิค แฟชั่น อัญมณี และของเด็กเล่น เป็นต้น ส่วนกลุ่ม New Media ได้แก่ ซอฟต์แวร์ วิดีโอเกม และเนื้อหาดิจิตอล เป็นต้น และกลุ่มบริการทางความคิดสร้างสรรค์ (Creative Services) ได้แก่ บริการทางสถาปัตยกรรม โฆษณา วัฒนธรรมและนันทนาการ งานวิจัยและพัฒนา และบริการอื่นที่เกี่ยวข้องกับดิจิตอล และความคิดสร้างสรรค์ เป็นต้น
  • ประเทศไทยยังไม่ได้กำหนดขอบเขตของ CE หรือ CI อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม สภาพัฒน์ได้พยายามจัดกลุ่มของ CI ตามลักษณะของบัญชีรายได้ประชาชาติ โดยแบ่งออกเป็น 9 กลุ่ม ได้แก่ 1) งานฝีมือและหัตถกรรม (Crafts) 2) งานออกแบบ (Design) 3) แฟชั่น (Fashion) 4) ภาพยนตร์และวิดีโอ (Film & Video) 5) การกระจายเสียง (Broadcasting) 6) ศิลปะการแสดง (Performing Arts) 7) ธุรกิจโฆษณา (Advertising) ธุรกิจการพิมพ์ (Publishing) 9) สถาปัตยกรรม (Architecture)

ข้อมูลของสำนักบัญชีประชาชาติปี 2549 ระบุว่ามูลค่าของ CI ของทั้ง 9 กลุ่มข้างต้นคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 10.4 ของ GDP โดยมีมูลค่ารวมประมาณ 848,000 ล้านบาท และมีมูลค่าการส่งออกในปี 2549 ประมาณ 289,000 ล้านบาท

  • ประเทศไทยมีวัตถุดิบที่สามารถพัฒนาขึ้นเป็นสินทรัพย์สร้างสรรค์ (Creative Assets) อยู่มหาศาล ไม่ว่าจะเป็นในด้านรูปธรรมหรือนามธรรม ซึ่งสามารถนำไปสร้างเสริม CE ได้เป็นอย่างดี
ในด้านรูปธรรม เรามีพระบรมมหาราชวัง พระแก้วมรกต พระพุทธรูปงดงามพระราชวัง วัดวาอาราม เรือสุพรรณหงส์ อาหารไทย รำไทย นวดไทย ข้าวไทย ผลไม้ไทย ผ้าไหมไทย สุนัขพันธุ์ไทยหลังอาน ฯลฯ แหล่งท่องเที่ยว เช่น อยุธยา สุโขทัย เชียงใหม่ ภูเก็ต พัทยา เยาวราช สำเพ็ง เขาพระวิหาร เมืองโบราณ ฟาร์มจระเข้ ฯลฯ
ในด้านนามธรรม เรามีเรื่องราวของ Siamese Twins อิน-จัน (คำว่า Siamese สามารถช่วยสร้าง CE ได้เป็นอย่างดีเพราะฝรั่งรู้จัก Siamese Twins/ Siamese Cats แต่ส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าประเทศไทยกับสยามคือประเทศเดียวกัน บ้างก็นึกว่า Thailand คือ Taiwan) สะพานข้ามแม่น้ำแคว เขาตะปู (ในตอนหนึ่งของภาพยนตร์ 007 James Bond) ฯลฯ

วัตถุดิบเหล่านี้กำลังรอคอยการพัฒนาขึ้นเป็น Creative Assets เพื่อเป็นปัจจัยในการ สร้าง Creative Industries

  • หัวใจสำคัญของการพัฒนาก็คือความคิดสร้างสรรค์ (Creative Ideas) ซึ่งมิได้ติดตัวทุกคนมาแต่กำเนิด หากเกิดขึ้นจากการมีทักษะในการคิด (Thinking Skills) และการมีความคิดริเริ่ม (Originality) ซึ่งต้องมีการเรียนการสอน ฝึกฝนกันในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยอย่างจริงจัง
  • ในแผนงานกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 2 (2553-2555) ของรัฐบาลชุดนายกฯ อภิสิทธิ์นี้ งานสร้าง CE ได้รับเงินจัดสรรรวม 17,585 ล้านบาท โดยจัดสรรให้แก่การส่งเสริมและพัฒนามรดกทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญา การส่งเสริมเอกลักษณ์ด้านศิลปะและวัฒนธรรม การส่งเสริมพัฒนาอุตสาหกรรมช่างฝีมือไทย การส่งเสริมอุตสาหกรรมสื่อบันเทิงและซอฟต์แวร์ การส่งเสริมอุตสาหกรรมรวมออกแบบและสินค้าเชิงสร้างสรรค์ และการขับเคลื่อนสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์
  • หากประเทศของเราจะอยู่ได้ดีในหลายทศวรรษหน้า ความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศเราจำเป็นต้องพัฒนาจากระดับต่ำสุด คือ เศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยปัจจัยการผลิต (Factor-driven Economy คือ การใช้การผลิตด้วยต้นทุนต่ำเป็นปัจจัยสำคัญ) เพื่อเข้าสู่ระดับความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้นเป็นลำดับคือ เศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยประสิทธิภาพ (Efficiency-driven Economy)และเศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (Innovation-driven Economy) ในที่สุด

Bangkok City…Creative City ปั้นเอสเอ็มอีไอเดียสร้างสรรค์

โดย จีราวัฒน์ คงแก้ว, กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 13 มกราคม 2553

เมื่อกรุงเทพมหานครกำลังจะกลายเป็นเมืองสร้างสรรค์ นี่จึงเป็นโอกาสทองของเอสเอ็มอีคนเมือง ที่จะลุกขึ้นมา “เอาดี” กับงานครีเอทีฟ

บนพื้นที่ 1,568 ตารางกิโลเมตร ที่เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ของความหลากหลายทางวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และสังคม เมืองที่ชาวโลกยกให้เป็นสถานที่น่าเที่ยวติดอันดับมาหลายสมัย ที่นี่คือ “กรุงเทพมหานคร” ดินแดนที่มีพลเมืองเอสเอ็มอีอยู่ถึงกว่า 5 แสนราย ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภาคการค้าและบริการ...

ในวันที่กระแสของ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) กำลังเฟื่องฟูรุ่งโรจน์ เมืองที่มีความพร้อมอย่างกรุงเทพ จึงถูกผลักดันให้เป็นเมืองสร้างสรรค์ (Creative City) ของประเทศ ผลพลอยได้สำคัญที่จะตกถึงเอสเอ็มอีเมืองกรุงทั่วหัวระแหง คือนโยบายที่เน้นให้ผู้ประกอบการสร้างสรรค์ผลงานด้วยการออกแบบควบคู่กับการเอาใจใส่ต่อสิ่งแวดล้อม หัวใจสำคัญที่จะทำให้เอสเอ็มอีเติบโตได้อย่างเข้มแข็ง ส่งผลถึงเศรษฐกิจชาติที่มีความยั่งยืนต่อไปในอนาคต

"ภักดิ์ ทองส้ม" รองผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) หน่วยงานที่ร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทำการศึกษา “อัตลักษณ์” ของเอสเอ็มอีในพื้นที่กรุงเทพมหานคร บอกว่า เอสเอ็มอีในแต่ละพื้นที่กรุงเทพ มีความหลากหลายแตกต่างกันทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม โดยความหลากหลายนี้สามารถนำมาเชื่อมโยงและร้อยเรียงให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจที่มีความยั่งยืนได้

“เช่นพื้นที่เยาวราช สำเพ็ง ซึ่งเต็มไปด้วยแหล่งธุรกิจการค้ามากมาย สิ่งที่เชื่อมโยงและสร้างเสน่ห์ที่สามารถเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้พื้นที่นี้ คือวัฒนธรรม และสังคมของชาวไทยเชื้อสายจีนในพื้นที่ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ที่เชื่อมโยงความคิดสร้างสรรค์ ความสามารถเฉพาะตัวของผู้ประกอบการ สินทรัพย์และวัฒนธรรมของท้องถิ่นเข้าด้วยกันเพื่อให้เกิดอุตสาหกรรมทางวัฒนธรรมขึ้น”

แล้วเอสเอ็มอีแบบไหนบ้าง ที่จะอยู่ในข่ายของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ “อภิรักษ์ โกษะโยธิน” ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และอดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร บอกว่า ถ้ามองกันตามทิศทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของรัฐบาล ทุกกลุ่มล้วนตรงกับเอสเอ็มอีทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น การนำเอามรดกทางวัฒนธรรมที่มีความเป็นเอกลักษณ์ เป็นภูมิปัญญาไทย ภูมิปัญญาท้องถิ่น ประวัติศาสตร์ มาต่อยอดเป็นสินค้าหรือบริการ การทำงานเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรม เทคโนโลยีทางด้านดิจิทัลและที่เกี่ยวข้องกับงานออกแบบทั้งหมด ซึ่งล้วนพบได้มากมายในพื้นที่กรุงเทพ

"กรุงเทพเป็นเมืองเก่า เมืองประวัติศาสตร์ของไทยมากว่า 220 ปี มีสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์จำนวนมาก ชุมชนมีรากฐานทางวัฒนธรรม ผลิตภัณฑ์อย่างโอท็อป ผลิตภัณฑ์ที่สร้างขึ้นมาจากภูมิปัญญาไทยภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมทั้งงานช่าง งานฝีมือ อาหารไทย เหล่านี้สามารถต่อยอดได้หลากหลายสำหรับเอสเอ็มอี

เพียงแต่การทำเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เราต้องต่อยอด นั่นหมายความว่าถ้าจะแค่ผลิตและส่งออกเสื้อโหลเหมือนเดิมมันไม่ได้อีกแล้ว แต่ต้องต่อยอดด้วยการออกแบบดีไซน์ เพื่อจะเพิ่มราคาสินค้า และสร้างความมีเอกลักษณ์"

อย่างไรก็ตาม การจะให้เอสเอ็มอีทั่วกรุงเทพลุกขึ้นมาทำเรื่องดีไซน์ จุดไฟความคิดสร้างสรรค์ มันไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะคงไม่มีใครเก่งกาจเรื่องงานครีเอทีฟไปเสียทั้งหมด

แต่อยู่ที่ว่าใครเก่งเรื่องไหน ก็แสดงบทบาทของตัวเองอย่างสุดฝีมือก็สามารถเชื่อมโยงต่อยอดกันได้ในห่วงการสร้างสรรค์

“อภิสิทธิ์ ไล่ศัตรูไกล” ผู้อำนวยการศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) มองว่า เศรษฐกิจสร้างสรรค์ คือธุรกิจที่ใช้ “แก่นของความคิดสร้างสรรค์” เป็นต้นทุนสำคัญในการผลิตสินค้าหรือบริการ ทำให้ไม่จำกัดเพียงธุรกิจขนาดยักษ์เท่านั้น แต่คนตัวเล็กอย่างเอสเอ็มอีก็ร่วมสร้าง เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ให้เกิดขึ้นได้

“เมื่อก่อนเราจะเห็นว่า มีไอศกรีมอยู่แค่ไม่กี่เจ้า แหล่งที่มาของไอศกรีมก็มาจากไม่กี่แหล่ง แต่ในวันนี้เรามีไอศกรีมที่มีหน้าตาแตกต่างกันไปเยอะมาก ซึ่งแต่ละร้านล้วนพยายามเสนอสูตรของตัวเอง เสนอการทำหน้าตาให้แตกต่างเป็นเอกลักษณ์ ธุรกิจสำคัญของเขาจึงไม่ได้ขายไอศกรีม แต่กำลังขาย “วิธีคิด” ที่จะทำให้คนสนุกกับการกินของหนึ่งก้อนที่เรียกว่าไอศกรีม”

นั่นคือตัวอย่างของความคิดสร้างสรรค์ “อภิสิทธิ์” บอกว่าไทยมีข้อได้เปรียบที่พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์เหมือนในหลายๆ ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นความมี “ตัวตน” มีเรื่องราว มีประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม มีภาษา มีทุกอย่างพร้อม สามารถหยิบมาเป็นจุดเริ่มต้นของความคิดสร้างสรรค์ ที่จะทำอะไรต่อไปได้ และการเป็นสังคมเปิด คือยอมรับความคิดที่แตกต่าง รวมถึงการมีกำลังพล คนมีทักษะ มีแรงงานช่างฝีมือชาวบ้านและช่างในระบบอุตสาหกรรมพร้อมรบ

“เศรษฐกิจสร้างสรรค์มันเป็นวิธีคิดที่ต้องโตมาจากสังคมของการบ่มเพาะทางความรู้ ไม่ใช่การอยู่ดีๆ นั่งแล้วฝันว่าอันนี้มันสวย มันสร้างสรรค์ แล้วทำออกมา แต่มันต้องเกิดจากความรู้ โตจากความรู้และเติมความคิดสร้างสรรค์ไปบนฐานความรู้นั้น มันถึงจะมีความเป็นไปได้”

อย่างไรในความพร้อมก็ยังมีข้ออ่อนด้อย ผู้บริหาร TCDC บอกเราว่า บ้านเรายังต้องปรับปรุงเรื่องของ เทคโนโลยี เพราะยังขาดนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เป็นของเราเอง และขาดการลงทุนในแง่การต่อยอดทางความรู้

“คนที่ประสบความสำเร็จในสเกลใหญ่ๆ อย่างคนทำธุรกิจในยูทูบ เฟชบุ๊ค ทวิตเตอร์ เว็บไซต์เหล่านี้ ล้วนเริ่มจากแค่ คนสองคน แต่เขาเริ่มต้นจาก “วิธีคิด” อย่างยูทูบ แนวคิดที่จะสร้างสังคมหนึ่ง ซึ่งคนที่มีอะไรอยากโชว์เอาไปแปะไว้ อีกฝั่งหนึ่งอยากดูก็เข้าไปอ่าน สร้างสังคมอย่างนี้ขึ้นมาจนสำเร็จ คนทั้งโลกสนใจ ใช้เวลาเพียง 6 ปี เพิ่มมูลค่าของยูทูบ อยู่ที่กว่า 8 หมื่นล้าน สิ่งเหล่านี้ใช้วิธีคิดสร้างสรรค์เป็นแก่น เมื่อไรขาดความคิดสร้างสรรค์ธุรกิจก็เก็บกระเป๋า”

ด้าน “ดร.การดี เลียวไพโรจน์” อาจารย์คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกว่า ผู้ประกอบการในยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ต้องไม่คิดอะไรแบบเดิมๆ เมื่อลูกค้ายุคนี้ไม่ได้ต้องการสินค้าเหมือนๆ กัน แต่ต้องการความแตกต่าง ต้องการสุนทรียะในการใช้สินค้ามากขึ้น การจะต้องต้นทำธุรกิจออกมา จึงไม่ใช่เริ่มจากวิเคราะห์คู่แข่ง ดูว่าใครทำอะไรแล้วไปทำให้ดีกว่าเขา แต่ต้องเป็นการมองมุมกลับว่า “ความต้องการของลูกค้า” ที่แท้จริงคืออะไร แล้วผลิตสินค้านั้นออกมา

เมื่อได้ความคิดสร้างสรรค์ก็ต้องเอาความคิดนั้นไปขายให้ได้ด้วย ตามห่วงโซ่ความคิดสร้างสรรค์ที่ต้อง “คิดได้ ผลิตได้ และขายได้”

“การคิดได้ คนไทยมีความคิดสร้างสรรค์เป็นพรสวรรค์กันอยู่แล้ว คิดได้ สร้างสรรค์ได้ เราได้คะแนนสูงมาก แต่การรู้จักตลาด เรากลับสอบตก เพราะมักคิดว่าของเรานั้นทำดีแล้ว ทำอะไรออกมาก็จับยัดใส่มือลูกค้า ซึ่งเป็นวิธีคิดที่ผิด ก่อนทำอะไรออกมา เราต้องเข้าใจลูกค้าก่อน ว่าเขาต้องการอะไร จึงผลิต จึงลงทุน ด้านการผลิต และบริการ เรามีทรัพยากร แต่ต้องพัฒนาเรื่องมาตรฐาน การขายนอกจากความคิดสร้างสรรค์แล้ว เรื่องความปลอดภัย แหล่งที่มากระบวนการผลิตมันสำคัญ ต่างประเทศเขาดูเรื่องนี้เราจะละเลยไม่ได้ ทุกอย่างมันจึงต้องเป็นระบบ ส่วนการขายได้ก็ต้องผลักดันสู่ตลาดอย่างถูกที่ถูกจุด"

อาจารย์นักคิดบอกว่า การจะอยู่ในระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เอสเอ็มอีต้องสร้างความอยู่รอด ความเด่นชัด สร้างระบบที่ดี มีกระบวนการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ และต้องมีการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนมหาศาล แต่เลือกใช้ที่เหมาะและตรงตามสมัยนิยม สำหรับสร้างระบบการจัดการภายในและสื่อสารกับลูกค้า เป็นสำคัญ

หากกลไกทั้งหมดสมบูรณ์เราคงเห็นกรุงเทพเป็นเมืองสร้างสรรค์อีกแห่งบนแผนที่โลก

รับข้อมูลจาก "http://ssmwiki.org/index.php/Creative_Economy"
เครื่องมือส่วนตัว