มองสังคมไทยผ่านไตรลักษณ์

จาก SSM Wiki

ข้ามไปที่: นำทาง, สืบค้น

มองสังคมไทยผ่านไตรลักษณ์


สังคมไทยเป็นระบบเปิดที่มีปฏิสัมพันธ์กับสังคมโลกอย่างแนบแน่นสังคมไทยผ่านบทพิสูจน์ของการไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวด้วยผลกระทบจากเศรษฐกิจตามภาวะเศรษฐกิจโลกรุ่งเรืองและถดถอย สังคมบริโภคที่มีกระแสหลักจากสหรัฐอเมริกาและชาติตะวันตก กระแสการเมือง และสงครามที่สังคมไทยเข้าไปมีส่วนร่วมในสภาวะต่างๆ หลายครั้งหลายวาระ ซึ่งทำให้สังคมไทยผ่านบริบทของความสุข ทุกข์ สมหวัง ผิดหวัง ครั้งแล้วครั้งเล่า จนมองไม่เห็นจุดของความคงที่ไม่เปลี่ยนแปลง โดยช่วงเวลาที่สังคมอยู่ในบริบทของความสุขและความสมหวัง แล้วจุดคงที่ที่ว่ามีอยู่หรือไม่? สังคมไทยยังต้องเผชิญกับความทุกข์ยากและผิดหวังอีกหรือไม่

คำตอบที่แสวงหาดูเหมือนว่าจะมองหาไม่เห็นจุดคงที่ดังกล่าว แล้วเราจะอาศัยอยู่ในสังคมเช่นนี้ให้มีความสุขที่ยาวนานที่สุดได้หรือไม่? เราจะอยู่กับความไม่คงที่ได้อย่างไร? ก่อนอื่นเราต้องรู้จักความไม่แน่นอนที่มีอยู่นั้นมันคืออะไร? ศาสนาพุธได้ให้คำตอบด้วยการอธิบายความไม่แน่นอนในหลักไตรลักษณ์มาแล้ว 2500 กว่าปี พระพุทธเจ้าท่านทรงมองเห็นสรรพสิ่งในโลกนั้นล้วนมีความไม่แน่นอน และทรงเผยแพร่กฎไตรลักษณ์ให้พุทศาสนิกชนได้รู้เท่าทันและอยู่ด้วยความไม่ประมาณหลัก คืออะไร

ไตรลักษณ์ หมายถึง ลักษณะสามประการ ซึ่งเป็นลักษณะความจริงแท้ของทุกสรรพสิ่งที่อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ประกอบด้วย

1. อนิจจัง คือ ความไม่เที่ยง ไม่คงอยู่ มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไม่จีรังยั่งยืน ของสรรพสิ่งทั้งปวงทั้งมนุษย์ สัตว์ พืช และวัตถุต่างๆ ต้องเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติที่ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงอนิจจังได้ ทุกอย่างก็เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา

2. ทุกขัง คือ สภาพที่ไม่อาจทนอยู่ได้ มีความเสื่อมและสลาย ทุกสรรพสิ่งเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปไม่ทานทนอยู่นาน เป็นธรรมดา สิ่งมีชีวิตจึงมีความรู้สึกจึงเป็นทุกข์ เพราะสภาพความเป็นอยู่มีการเปลี่ยนแปลงไปไม่คงที่

3. อนัตตา คือความไม่มีตัวตน แท้จริงแล้วสรรพสิ่งทั้งปวง เกิดจากองค์ประกอบทางเคมีหลายๆ อย่างมารวมกัน เช่นร่างกายของมนุษย์และสัตว์ที่เรามองเห็นอยู่ เกิดจากองค์ประกอบ ของ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ และธาตุลม มารวมกันตามธรรมชาติ และเมื่อร่างกายนี้แตกดับ ทุกอย่างก็จะกลับไปสู่สภาพของธาตุเดิม

ความเป็นจริงทั้ง 3 ประการ สามารถนำมาใช้วิเคราะห์สภาพสังคมไทยได้ทุกยุคทุกสมัย ความจริงทั้ง 3 มีความเชื่อมโยงเกี่ยวเนื่องกัน กล่าวคือ ความไม่เที่ยงไม่คงที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ของคนในสังคม เป็นเหตุให้คนที่ไม่สามารถทนอยู่กับการเปลี่ยนแปลงนั้นได้เกิดความทุกข์ และพยายามหาหนทางดับทุกข์ของตนในทุกวิถีทาง ซึ่งหนทางดับทุกข์ของคนใดคนหนึ่งในสังคมอาจส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่น กระบวนการเหล่านี้จะเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ดังคำกล่าวที่ว่า “ผลย่อมมาจากเหตุและปัจจัย เมื่อใดที่เหตุและปัจจัยเปลี่ยนแปลง ผลที่จะเกิดตามมาก็จะเปลี่ยนแปลง” มีตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงที่สามารถเห็นเป็นรูปธรรมเกิดขึ้นอยู่ทุกวัน ทั้งทางด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง เช่นราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ส่งผลดีกับผู้ประกอบการธุรกิจน้ำมัน ขณะเดียวกันก็ส่งผลเสียทำให้ผู้ที่ต้องใช้น้ำมันเกิดความทุกข์ เมื่อทุกข์ธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตก็ต้องหาทางดับทุกข์ อาจจะยอมรับความทุกข์ไว้ส่วนหนึ่งคือใช้ให้น้อยลงเช่นใช้รถส่วนตัวน้อยลงหันมาใช้รถสาธารณะมากขึ้น บางคนก็โยนความทุกข์ไปให้รัฐบาลเป็นผู้ดับทุกข์ด้วยการลดราคาน้ำมัน เป็นต้น และหากรัฐบาลลดราคาน้ำมันก็ต้องนำภาษีมาชดเชย ทำให้การผู้ที่จะได้รับประโยชน์จากการลงทุนโดยรัฐบาลต้องชะลอออกไป

จะเห็นได้ว่าความไม่คงที่เพียงประการเดียวยังส่งผลกระทบต่อสังคมในวงกว้างและต่อเนื่องเป็นห่วงโซ่ ไปยังทุกภาพส่วน แต่สภาพเป็นจริงเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงในสังคมมีมากมายเหลือคณานับ ความวุ่นวายสับสนต่อการดิ้นลนหาหนทางดับทุกข์ ที่มองประโยชน์ตนเพียงฝ่ายเดียวก่อให้เกิดผลกระทบในวงกว้างจนไม่อาจประมาณการให้ กรณีเขาพระวิหารในปัจจุบันก็เช่นเดียวกัน อาจลุกลามจนเกิดการประหัตประหารระหว่างชน 2 ชาติก็เป็นได้ เพียงเพราะการเปลี่ยนแปลงสถานะของเขาพระวิหารให้เป็นมรดกโลก

ความวุ่นวายในสังคมตามหลักไตรลักษณ์ใน 2 ลักษณะแรก คือ อนิจจัง และทุกขัง นับเป็นวงเวียนที่ก่อให้เกิดความวุ่นวายในสังคม ผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมยังไม่ได้ใช้ปะโยชน์จากลักษณะที่ 3 คือ อนัตตา หากเราเห็นธรรม และตีความในข้อนี้ได้ว่า สรรพสิ่งแท้จริงไม่มีตัวตนทุกอย่างย่อมแตกสลายไปตามกาลเวลา ความขัดแย้ง ความยินดี ความเป็นทุกข์ เป็นสุข หมุนเวียนมาและผ่านพ้นไปตามกาลเวลา ไม่มีผู้ใดสามารถหยุดการทำงานของธรรมชาติและกาลเวลาไปได้ สรรพสิ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้ว จะตั้งอยู่ชั่วขณะ และไม่นานก็ดับไป หากเรารู้เท่าทันและปรับตัวให้ได้กับสภาพการเปลี่ยนแปลง เราก็จะไม่ทุกข์ และสามารถอดทนเพื่อรอความสุขที่จะหมุนเวียนเข้ามาได้

ไตรลักษณ์กับการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้

  • ในโลกแห่งการเปลี่ยนแปลงสรรพสิ่ง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป หมุนเวียนตามหลักแห่งไตรลักษณ์ ในมุมมองการเกิด-ดับของธุรกิจอุตสาหกรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งภาวะแห่งโลกเทคโนโลยีสารสนเทศที่เต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสารและองค์ความรู้ใหม่ๆ เป็นตัวเร่งให้เกิดภาวะแห่ง อนิจจัง อย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือ ธุรกิจอุตสาหกรรมบันทึกเสียง ที่พอจำความได้คือการบันทึกเสียงลง “แผ่นเสียง” นั้น ผู้เขียนได้เห็นมาตั้งแต่จความได้ คือประมาณปี พ.ศ.2510 และเริ่มเสื่อมความนิยมและเลิกผลิตไปใน พ.ศ.2535 หลังจากการเกิดขึ้นของเทปบันทึกเสียง และเช่นเดียวกันเมื่อมี “ซีดี” เกิดขึ้น ใน พ.ศ.2550 เทปบันทึกเสียงก็เสื่อมความนิยมลงจนแทบหายไปจากตลาด จนถึงปัจจุบันโลกของการบันทึกเสียงกำลังก้าวเข้าสู่การให้อุปกรณ์อิเลคโทรนิกส์ในการบันทึกเสียง ความอนิจจังที่เกิดขึ้น สร้างความทุกขังให้กับผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมบันทึกเสียงที่ต้องการอยู่รอด ความจำเป็นที่ต้องปรับตัวเสาะแสวงหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อให้สามารถดำรงธุรกิจอยู่ได้ การเปลี่ยนแปลงในแต่ละยุคทำให้เกิดการจากไปของผู้ที่ไม่สามารถปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง พร้อมทั้งสร้างโอกาสใหม่ให้กับผู้ที่เสาะแสวงหาและรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น คำถามคือ แล้วเราจะอย่างไรเพื่อให้อยู่รอดอย่างยั่งยืนภายใต้โลกแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้


เครื่องมือส่วนตัว