ตลาดส่งออก ที่น่าสนใจของธุรกิจเอสเอ็มอีสำหรับปี 2553

จาก SSM Wiki

ข้ามไปที่: นำทาง, สืบค้น
บทความจาก K SME Care
 
 
 
  • แม้ว่าเศรษฐกิจกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐฯ สหภาพยุโรปและญี่ปุ่นได้เริ่มขยายตัวเป็นบวกได้ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2552 แต่คาดว่าการฟื้นตัวคงเป็นไปได้อย่างช้าๆ เนื่องจากอัตราการว่างงานที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้การบริโภคของประเทศทั้งสามยังอ่อนแรง ขณะที่เศรษฐกิจประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียฟื้นตัวได้เร็วกว่าและมีแนวโน้มเติบ โตดีขึ้นในปีนี้ ปัจจัยสำคัญส่วนหนึ่งได้แรงผลักดันความต้องการของจีนที่มีแนวโน้มเติบโตได้ ดีต่อเนื่องในปีนี้ โดยคาดว่าจะขยายตัวระดับใกล้เคียงกับก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในรอบนี้ ซึ่งได้รับผลดีจากความต้องการในตลาดต่างประเทศที่ปรับตัวดีขึ้นตามการฟื้น ตัวของเศรษฐกิจโลก ในขณะเดียวกันความต้องการภายในของจีนยังเติบโตได้ตามภาคการบริโภคและการลง ทุนที่ขยายตัวต่อเนื่อง ทำให้ความต้องการนำเข้าจากจีนเติบโตตามไปด้วยในฐานะที่จีนเป็นผู้บริโภคราย ใหญ่ของโลกทั้งสินค้าโภคภัณฑ์ สินค้าพลังงาน วัสุดก่อ สร้าง และสินค้าขั้นกลางต่างๆ เพื่อใช้ในการผลิตภาคอุตสาหกรรม ทำให้ความต้องการนำเข้าของจีนจากประเทศเอเชียรวมทั้งไทยที่มีห่วงโซ่การผลิต เดียวกันกับจีนเติบโตตามไปด้วย
  • กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจีนอาจเติบโตได้ร้อยละ 10 ในปีนี้ จากที่ขยายตัวร้อยละ 8.7 ในปี 2552 ส่วนประเทศเอเชียอีกหลายประเทศที่มีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้น ต่อเนื่องจากอัตราการขยายตัวเป็นบวกในปี 2552 ซึ่งแม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก แต่อยู่ในระดับที่ไม่รุนแรงนัก ได้แก่ อินเดีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม ที่เติบโตได้ร้อยละ 6.7 ร้อยละ 4.5 และร้อยละ 5.3 ในปี 2552 ตามลำดับ ส่วนประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียอื่นๆ ในกลุ่มอาเซียนที่นอกจากอินโดนีเซียและเวียดนามแล้ว ประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย และสมาชิกใหม่อาเซียน ได้แก่ กัมพูชา ลาว และพม่า มีแนวโน้มเติบโตได้ดีขึ้นในปีนี้เช่นกัน ประเทศเหล่านี้จึงถือเป็นตลาดส่งออกที่น่าสนใจสำหรับธุรกิจเอสเอ็มอี เนื่องจากความต้องการบริโภคที่ยังคงเติบโตตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ทำให้ความต้องการนำเข้าสินค้ามีโอกาสขยายตัว
  • ปัจจัยสำคัญอีกประการ ได้แก่ ความตกลงการเปิดเสรี (FTA) ที่ไทยจัดทำในกรอบอาเซียนที่มีผลคืบหน้าหลายความตกลง โดยเฉพาะความตกลง 2 กรอบ ได้แก่ ความตกลงของอาเซียน (AFTA) และ FTA อาเซียน-จีน ที่ภาษีสินค้าปกติคิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 90 ลดลงเหลือร้อยละ 0 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 ส่วนความตกลง FTA ระหว่างอาเซียนกับอินเดียได้เริ่มต้นลดภาษีในวันที่ 1 มกราคม 2553 นี้ เช่นกัน ทำให้สินค้าส่งออกของไทยหลายรายการได้ผลดีจากการลดภาษีเพิ่มเติมจากสินค้า 82 รายการที่ได้ลดภาษีเป็นร้อยละ 0 ไปแล้วในกรอบความตกลงทวิภาคีระหว่างไทยกับอินเดีย สำหรับความตกลง FTA อาเซียน-เกาหลีใต้และความตกลงอาเซียน-ออสเตรเลีย/นิวซีแลนด์ก็ได้เริ่มมีผล บังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2553 และ 12 มีนาคม 2553 ตามลำดับ ต่อจากความตกลง FTA อาเซียน-ญี่ปุ่น ได้เริ่มมีผลบังคับใช้ไปแล้วในเดือนมิถุนายน 2552 การจัดทำความตกลง FTA ในกรอบ FTA เหล่านี้ถือเป็นการสร้างโอกาสให้การส่งออกของเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพสามารถ ขยายการส่งออกได้สะดวกขึ้นโดยได้อานิสงส์จากการปรับลด/ยกเลิกภาษีในตลาดคู่ ค้า FTA ข้างต้น
  • ตลาดอาเซียนถือว่ามีสัดส่วนการส่งออกของธุรกิจเอสเอ็มอีไทยสูงที่สุด ราวร้อยละ 21.3 ในปี 2551 รองลงมาเป็นสหภาพยุโรป ร้อยละ 13.5 ญี่ปุ่น ร้อยละ 10.7 สหรัฐฯ ร้อยละ 10.7 จีน ร้อยละ 6.7 ฮ่องกง ร้อยละ 7.4 ออสเตรเลีย ร้อยละ 4 และเกาหลีใต้ ร้อยละ 2.4 คาดว่าบทบาทของตลาดส่งออกประเทศในเอเชียที่มีอัตราเติบโตระดับสูงและมีความ ตกลง FTA กับไทยจะทำให้สัดส่วนการส่งออกไปยังตลาดจีน ออสเตรเลีย และเกาหลีใต้ เพิ่มขึ้นได้ในระยะต่อไป สินค้าส่งออกสำคัญของธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีแนวโน้มได้รับผลดีจากการปรับลด ภาษีตามความตกลงกรอบ FTA ต่างๆ ของไทย ดังนี้
  • อย่างไรก็ตาม โอกาสการส่งออกของเอสเอ็มอีไทยไปตลาดสำคัญเหล่านี้ เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น เนื่องจากความตกลง FTA ในกรอบอาเซียนต่างๆ เหล่านี้ ทำให้ประเทศอาเซียนอื่นๆ ได้ประโยชน์จากการปรับลดภาษีของประเทศคู่ค้า FTA เช่นกัน เช่น เสื้อผ้า/รองเท้าของไทยต้องแข่งขันกับสินค้าส่งออกจากเวียดนามที่มีต้นทุน ค่าแรงต่ำกว่าในตลาดญี่ปุ่น ส่วนสินค้าอิเล็กทรอนิกส์/เครื่องใช้ไฟฟ้าต้องแข่งขันกับสินค้าจากมาเลเซีย เช่นกัน ธุรกิจเอสเอ็มอีไทยจึงควรพัฒนาศักยภาพทางการแข่งขันเชิงรุก สร้างความแตกต่างให้กับสินค้าเพื่อให้มีภาพลักษณ์ที่แตกต่างโดยเน้น เอกลักษณ์เฉพาะตัวทั้งด้านคุณภาพการใช้งานและการออกแบบ รวมทั้งการคำนึงถึงความพร้อมด้านเงินทุน การตรวจสอบความน่าเชื่อถือของผู้นำเข้า โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่เพิ่งเริ่มต้นทำธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ การติดตามเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศที่เป็นตลาดส่งออก การศึกษาด้านการตลาดในประเทศที่เป็นตลาดส่งออกเพิ่มเติม รวมทั้งศึกษากฎระเบียบด้านการนำเข้าของประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะมาตรฐานด้านเทคนิค และมาตรฐานด้านสุขอนามัย สิ่งแวดล้อม และมาตรฐานด้านแรงงาน แม้ว่าตลาดส่งออกประเทศกำลังพัฒนาจะกำหนดมาตรฐานเหล่านี้ไม่สูงเท่ากับตลาด ประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหภาพยุโรปและสหรัฐฯ แต่ก็เริ่มให้ความสำคัญกับกฎระเบียบด้านการนำเข้ามากขึ้น สาเหตุส่วนหนึ่งเพื่อปกป้องสินค้าภายในไม่ให้ได้รับผลกระทบจากการทะลักเข้า มาของสินค้านำเข้ามากนัก ประกอบกับภาวะโลกร้อนทำให้ประเด็นเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อมมีความสำคัญมาก ขึ้นกับการค้าระหว่างประเทศ นอกจากนี้ผู้ส่งออกเอสเอ็มอีควรคำนึงอัตราแลกเปลี่ยนที่อาจมีความผันผวนไป ตามปัจจัยด้านเศรษฐกิจต่างประเทศ โดยเฉพาะเศรษฐกิจของประเทศที่มีบทบาทสำคัญของโลกอย่างสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น ที่ยังฟื้นตัวไม่มั่นคงนัก ขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจของหลายประเทศยังต้องถูกสั่นคลอนจากปัญหาจากหนี้ สาธารณะของภาครัฐ ทำให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจึงยังมีความไม่มั่นคงนัก ซึ่งทำให้ธุรกิจเอสเอ็มอีต้องคอยติดตามความเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจต่างประเทศที่อาจส่งผล กระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศที่เป็นตลาดส่งออกอย่างใกล้ชิด
เครื่องมือส่วนตัว